รีวิวหนัง   Avatar: The Way of Water

รีวิวหนัง Avatar The Way of Water

หัวข้อสำคัญในบทความ

ภาพยนตร์เรื่อง  Avatar: The Way of Water หรือในชื่อไทย อวตาร: วิถีแห่งสายน้ำ เป็นภาคต่อของ อวตาร (ค.ศ. 2009) และเป็นภาพยนตร์เรื่องที่สองในแฟรนไชส์ อวตาร แคเมรอนเคยกล่าวไว้เมื่อปี ค.ศ. 2006 ว่าเขาอยากจะสร้างภาคต่อของ อวตาร ถ้าภาพยนตร์ประสบความสำเร็จ หลังภาพยนตร์ประสบความสำเร็จ เขาได้ประกาศภาคต่อสองเรื่องเมื่อปี ค.ศ. 2010 โดยกำหนดให้ อวตาร 2 ฉายในปี ค.ศ. 2014  อย่างไรก็ตาม มีการประกาศสร้างภาคต่ออีกสามเรื่อง และความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เพื่อถ่ายทำการจับการเคลื่อนไหวในฉากใต้น้ำ ซึ่งความสำเร็จที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้เกิดความล่าช้าอย่างมากเพื่อให้ทีมงานมีเวลามากขึ้นในการทำงานเขียนบท ก่อนการสร้างและวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ ภาพยนตร์เลื่อนฉายถึงแปดครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในวันที่ 23 กรกฎาคม ค.ศ. 2020 ภาพยนตร์ใช้งบประมาณ 350-460 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เจมส์ แคเมรอนกล่าวว่า ภาพยนตร์จะประสบความสำเร็จได้ต้องเป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดในสิบอันดับแรก จุดคุ้มทุนของหนังจึงอยู่ที่ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว ภาพยนตร์ได้รับการส่งชื่อเข้าชิงรางวัลมากมายจากหลายสถาบันภาพยนตร์ รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2022 ของสำนักรีวิว เช่นเดียวกับภาคแรก ภาพยนตร์ได้รับ รางวัลออสการ์ สาขาเทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม ทำให้ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องในแฟรนไชน์ได้รับรางวัลดังกล่าวด้วย

รีวิวหนัง   Avatar: The Way of Water 1

หนังเล่าเรื่องสิบสี่ปี หลังจากมนุษย์ถูกขับไล่ออกจากดาวแพนดอราหลังก่อสงครามและส่งกลับไปยังโลก เจค ซัลลีขึ้นเป็น โทรุคมัคโต ผู้นำของเผ่าโอมาติคาย่า สร้างครอบครัวร่วมกับภรรยาอย่าง เนย์ทิริ พร้อมทั้งลูกชายได้แก่ เนเทยัม โล’อัค และลูกสาวคนเล็ก ทู้คทิรี และ คิรี ลูกสาวบุญธรรมของพวกเขาที่เกิดจาก ดร.เกรซ ออกัสตินผู้ล่วงลับและจิตวิญญาณแห่งพระแม่เอวา รวมถึงเด็กชายชาวมนุษย์ ไมลส์ ควอริทช์ โซคอร์โร (สไปเดอร์) ลูกชายของ พันเอกไมลส์ ควอริทช์กับทหารหญิง ปาซ ซอคคอร์โร ที่เกิดและติดอยู่บนดาวแพนดอรา เนื่องจากไม่สามารถเข้าแคปซูลจำศีลเพราะยังเด็กเกินไป มนุษย์และนาวี่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ทว่า ความสงบสุขได้จบลง เมื่อปี ค.ศ. 2169 มนุษย์และ RDA ได้ย้ายและเข้ามาตั้งฐานบัญชาการเมืองใหม่ริมทะเลแพนดอราที่มีชื่อว่า “บริดจ์เฮด” เนื่องด้วยโลกนั้นกำลังใกล้จะตายเต็มทีเพราะขาดทรัพยากรและพลังงาน ภายใต้การนำของนายพลฟรานเซส อาร์ดมอร์ และผู้บริหารคนใหม่ขององค์กร RDA ชาร์ลส์ สตริงเกอร์ พวกเขาจึงต้องกลับมาเพื่อยึดดาวเพื่อสร้างอาณานิคม เหตุการณ์นี้ทำให้ธรรมชาติของแพนดอราและสัตว์ และชาวดาวล้มตายไปเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับเนย์ทิริที่ใจสลาย

ประเภทหนังแฟตาซี , แอคชั่น
กำกับโดยเจมส์ แคเมรอน
บทภาพยนตร์โดยเจมส์ แคเมรอนริก จาฟฟา
ถือลิขสิทธิ์และสร้างโดยทเวนตีท์เซนจูรีสตูดิโอส์
คะแนน IMDb7.6

หนึ่งปีต่อมา ในปี ค.ศ. 2170 โครงการดีเอนเอผสมที่ปาร์คเกอร์ เซลฟริดจ์ อดีตหัวหน้าผู้ดูแลการทำเหมืองแร่ขององค์กร RDA ได้เป็นหัวหอกในการคิดค้นโครงการฟินิกซ์ จากคำสั่งของฐานบัญชาการบนโลก ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลพันธุกรรมและความทรงจำให้กับทหารในกรณีที่เสียชีวิตที่เรียกว่า “โซลไดรฟ์” พันเอก ไมลส์ ควอริทช์ ผู้เสียชีวิตไปเมื่อ ปี ค.ศ. 2154 ได้ฟื้นขึ้นมาในโครงการร่างโคลนอวตาร รีคอมบีแนนท์ที่มีอายุร่าง 20 ปี เขากลับมาทำภารกิจของ RDA ร่วมกับร่างโคลนอวตารรีคอมบีแทนต์ที่เหลือ ในขณะเดียวกันเจคดำเนินปฏิบัติการแบบกองโจรเพื่อต่อต้านสายส่งเสบียงของ RDA ควอริทช์และพรรคพวกปฏิบัติภารกิจต่อต้านการก่อความไม่สงบ 

รีวิวหนัง   Avatar: The Way of Water 2

โดยจับลูก ๆ ของเจคเอาไว้ เจคและเนย์ทิรีเดินทางมาช่วยเหลือและปลดปล่อยคิรี ทู้ค และโลอัคเอาไว้ได้ แต่สไปเดอร์ถูกควอริทช์จับตัวไป เนื่องจากควอริทช์จำได้ว่าเป็นลูกชายของตน สไปเดอร์ไม่คิดจะปริปากบอกนายพลฟรานเซส อาร์ดมอร์ ผู้บัญชาการทหารหญิงคนใหม่ที่มีความแค้นกับเจค แม้จะถูกทรมานอย่างหนักจาก RDA ให้คายความลับเกี่ยวกับที่อยู่เจคและครอบครัวก็ตาม ควอริทช์ตัดสินใจที่จะใช้เวลาร่วมกับสไปเดอร์เพื่อดึงให้เขามาอยู่ฝ่ายเดียวกัน แต่ในทางกลับกันสไปเดอร์ก็สอนควอริทช์เกี่ยวกับวัฒนธรรมและภาษาของชาวนาวีเช่นกัน เมื่อเวลาผ่านไปทั้งสองเริ่มเชื่อมความสัมพันธ์พ่อลูกกัน เมื่อตระหนักถึงอันตรายของสไปเดอร์ มนุษย์ที่รู้ถึงที่อยู่ของพวกเขา เจคและครอบครัวของเขาจึงต้องเนรเทศตัวเองออกจากเผ่า

รีวิวหนัง   Avatar: The Way of Water 3

ภาคนี้ก็มีการพัฒนามากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งมันอาจจะไม่ได้ดีจนไร้ที่ติหรอก แต่มันก็ดีขึ้นจากภาคแรกมากพอสมควรเลย มีการเล่นประเด็นเรื่องความรักและจิตใจมากยิ่งขึ้น บทปูมาได้ดีมาก เรื่องราวน่าติดตามมาก

ตัวละครนำของเรื่อง 

แซม เวิร์ธธิงตัน ( Samuel Henry John Worthington  )  รับบทเป็น เจค ซัลลี

แซม เวิร์ธธิงตัน ( Samuel Henry John Worthington  )  รับบทเป็น เจค ซัลลี

โซอี ซัลดานา ( Zoë Yadira Saldaña-Perego ) รับบทเป็น เนย์ทีรี

โซอี ซัลดานา ( Zoë Yadira Saldaña-Perego ) รับบทเป็น เนย์ทีรี

คลิฟฟ์ เคอร์ติส ( Clifford Vivian Devon Curtis ) รับบทเป็น โตโนวารี

คลิฟฟ์ เคอร์ติส ( Clifford Vivian Devon Curtis ) รับบทเป็น โตโนวารี

เคต วินสเล็ต ( Kate Elizabeth Winslet ) รับบทเป็น  โรนัล

เคต วินสเล็ต ( Kate Elizabeth Winslet ) รับบทเป็น  โรนัล

บริเตน ดัลตัน ( Britain Dalton ) รับบทเป็น โล’อัค ซัลลี่

บริเตน ดัลตัน ( Britain Dalton ) รับบทเป็น โล'อัค ซัลลี่

ตัวอย่างภาพยนตร์

https://youtu.be/d9MyW72ELq0?si=Gbisr3kj55wZBAAj

ไฮไลท์ของหนัง

1. ภาคนี้เขาพาไปโลกใต้น้ำ ซึ่งมันดีมาก เน้นการโชว์งานสร้าง งานภาพ พาผู้ชมไปสัมผัสโลกแพนดอร่าในอีกด้านที่ทุกคนไม่เคยเห็น ต้องขอชื่นชมในจินตนาการของคนออกแบบจริงๆ

2. ด้านงานสร้าง ในส่วนนี้คือเอาคะแนนเต็มไปเลย เพราะงานสร้างของภาคนี้มันสุดมาก หากใครติดตามข่าวก็คงจะพอเห็นบ้างว่าป๋า James Cameron ผู้กำกับของเรื่องนี้แกออกมาโม้เรื่องงานภาพและความอลังการเอาไว้เยอะแต่ก็สมคำคุย

3. ซีนอารมณ์หรือการสูญเสียเกิดขึ้น การส่งอารมณ์ในฉากเหล่านั้นจะส่งไปถึงคนดูอย่างเราได้ดีมาก ด้วยการปูเนื้อเรื่องมาทำให้เราอินกับตัวละครจนถึงตอนที่เป็นบทสรุปเราเลยอินตามได้ง่าย

รีวิวหนัง Avatar: The Way of Water 4

สรุปโดยรวมเลยคือหนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในภาคต่อที่เหนือกว่าภาคแรกในทุกด้าน อาจไม่ได้ดีที่สุดแต่ก็ดีมากพอให้คุณเสียเวลามาดูกัน แค่ไปดูงานสร้างและงานภาพก็คุ้มแล้ว ยังไงก็ไม่อยากให้พลาดกัน วันหยุดนี้ลองไปหามาดูกันนะคะ

ที่มาเพิ่มเติม
en-m-wikipedia-org.translate.goog/

Picture of Poster 24
Poster 24

ผู้คว่ำหวอดในวงการภาพยนต์แนวหน้าในประเทศไทย